ตราสารอนุพันธ์ และ SET 50 Index Futures

Derivatives and SET 50 Index Futures

 

 

บทคัดย่อ

                ตราสารอนุพันธ์เป็นเครื่องมือทางการเงินประเภทหนึ่ง ในการป้องกันความเสี่ยงอันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของราคาสินทรัพย์อ้างอิงในอนาคต โดยตราสารอนุพันธ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะของสัญญา คือ 1. ฟอร์เวิร์ด  2. พิวเจอร์ส 3. ออปชั่น และ 4. สวอป ปัจจุบันประเทศไทยมีตลาดอนุพันธ์ 2 แห่ง คือ ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) และบริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) ในวันที่ 28 เมษายน 2549 นี้ สินค้าตัวแรกที่บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) เปิดให้ซื้อขายคือ SET 50 Index Futures  ดังนั้นจึงมีข้อส่งสัยว่านักลงทุนสามารถใช้ SET Index มาวิเคราะห์แนวโน้มของ SET 50 Index Futures ได้ดีเพียงใด

                วัตถุประสงค์ในการศึกษาเรื่องนี้ คือ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง SET Index กับ SET 50 Index โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิที่เป็นรายวัน ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม ถึง วันที่ 30 ธันวาคม 2548 รวม 125 วันทำการ และใช้สถิติ “ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน” ในการทดสอบหาความสัมพันธ์ ผลการทดสอบพบว่า SET Index และ SET 50 Index  มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันสูงมากโดยมีค่า “สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน” เท่ากับ 0.991 ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 ผลการศึกษาในเรื่องนี้ยืนยันได้ว่า นักลงทุนสามารถใช้ SET Index ในการวิเคราะห์แนวโน้มของ SET 50 Index Futures ได้ดีและมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน

 


ABSTRACT

 

                Derivatives are a kind of financial tools used for risk protection of uncertainty of future underlying assets.  Derivatives can be categorized into four types as forward, futures, options and swap.   Nowadays, in Thailand derivative market consists of AFET and TFEX.   On the 28th of April, derivative market will put the first merchandise named ‘SET 50 Index Futures’ on market.  Therefore, it is wondering how much investors can rely on SET Index to analyze the tendency of SET 50 Index Futures.

                The objective of this study was to find out the relationship between SET Index and SET 50 Index.  The data were based on a type of Secondary Time Series starting from July 4, 2005 to December 30, 2005.  The duration lasted 125 days.  This research used Pearson Correlation Coefficient to examine the relationship.  The result indicated that there was highly positive correlation between SET Index and SET 50 Index at the significant level of 0.01 with correlation value of 0.991.  Thus, the finding was used to confirm that investors can use SET Index to analyze the tendency of SET 50 Index Futures effectively.

 

บทนำ

                ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงระบบปริวรรตเงินตราต่างประเทศ จากระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่  (Fixed Exchange Rate) ที่กำหนดให้เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 26 บาท มาเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวภายใต้การจัดการ (Managed Float System) โดยอัตราแลกเปลี่ยนของเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับเงินบาทจะเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกของตลาดมีค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับเงินบาท (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1  แสดงอัตราแลกเปลี่ยนของเงิน  1  ดอลลาร์สหรัฐเทียบกับเงินบาท

ปี

96

97

98

99

00

01

02

03

04

05

THB/USD

25.34

31.37

41.37

37.84

40.16

44.47

43.00

41.53

40.26

40.26

 

                                ที่มา  :  ธนาคารแห่งประเทศไทย

                                 หมายเหตุ  :  เป็นอัตราอ้างอิงเฉลี่ยทั้งปี

 

                ผู้ที่ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศที่สำคัญ ๆ ได้แก่ ผู้ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จะประสบปัญหาในการทำธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแล้วนำสินค้ามาขายในประเทศไทยโดยขายสินค้าในรูปของเงินบาท ในช่วงที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนค่อนข้างสูง ผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอาจจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นไปได้

 

                เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ที่เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดการเงินของประเทศไทยคือ “ตราสารอนุพันธ์” (Derivatives) โดยเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงอันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของราคาสินทรัพย์อ้างอิงในอนาคต เช่น ราคาของอัตราแลกเปลี่ยน ราคาของอัตราดอกเบี้ย ราคาของหุ้น ราคาของดัชนีหุ้น ราคาของน้ำมัน ราคาของทองคำ ราคาของสินค้าเกษตร และอื่น ๆ อีกตามที่จะตกลงกัน ดังนั้นในบทความนี้จะกล่าวถึงหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “ตราสารอนุพันธ์” ดังนี้

1.        ความหมายและประเภทของตราสารอนุพันธ์

2.        ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทย

3.        บททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง SET Index และ SET 50 Index

 

ความหมายของตราสารอนุพันธ์

                ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) เป็นเครื่องมือทางการเงินประเภทหนึ่งที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยง โดยมูลค่าของตราสารอนุพันธ์จะอ้างอิงกับมูลค่าของสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ที่เปลี่ยนแปลงได้ โดยที่สินทรัพย์อ้างอิงอาจจะเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น พันธบัตร เงินตราต่างประเทศ อัตราดอกเบี้ย ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หรือเป็นสินทรัพย์ โภคภัณฑ์ (Commodities) เช่น ข้าว ยางพารา น้ำมัน ทองคำ เป็นต้น

 

ประเภทของตราสารอนุพันธ์

                ตราสารอนุพันธ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะของสัญญาคือ

1.        ฟอร์เวิร์ด (Forward)

เป็นสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ที่จะซื้อ/ขายสินทรัพย์อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขายสัญญาเกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่หรือเรียกว่า ซื้อขายแบบ Over – The – Counter (OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

 

2.        ฟิวเจอร์ส (Futures)

เป็นสัญญาที่จะซื้อจะขายสินทรัพย์อ้างอิง โดยตกลงราคาในวันนี้ แต่ส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต เมื่อตกลงกันแล้วจะต้องปฏิบัติตามสัญญานั้นจะบิดพลิ้วไม่ได้ ฟิวเจอร์สเป็นสัญญาที่ซื้อขายในตลาดที่เป็นทางการ (Exchange) ลักษณะของสัญญาจึงเป็นแบบมาตรฐานมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาอย่างชัดเจน

 

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสัญญา Forward และ Futures

Forward Contract

Futures Contract

1.        ไม่มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญา สาระสำคัญของสัญญาเป็นไปตามความตกลงของคู่สัญญา 2 ฝ่าย

2.        การซื้อขายเป็นการตกลงกันเองของผู้ที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย (OTC)

3.        การเปลี่ยนมือหรือเลิกสัญญาทำได้ยาก

4.        มีความเสี่ยงสูงอันเนื่องมาจากคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญา

5.        การตกลงซื้อขายในตลาดมีจำนวนน้อยแต่ขนาดของสัญญามักมีขนาดใหญ่

1.         มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่างชัดเจน เช่น ขนาดของสัญญาและสินทรัพย์อ้างอิง วันหมดอายุ

2.         การซื้อขายกระทำในตลาดที่เป็นทางการ (Exchange)

3.         การเปลี่ยนมือหรือเลิกสัญญาทำได้ง่าย

4.         มีความเสี่ยงต่ำเพราะมีการวางเงินมัดจำ

5.         การซื้อขายในตลาดมีจำนวนมาก สัญญามีทั้ง ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก

 

ลักษณะของสัญญาฟอร์เวิร์ดและฟิวเจอร์ส

1.         สินทรัพย์อ้างอิง  (Underlying Asset)

 เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายเข้าใจตรงกันว่า ตกลงจะซื้อจะขายสินทรัพย์ที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร เช่น สินทรัพย์อ้างอิงเป็น หุ้น พันธบัตร เงินตราต่างประเทศ อัตราดอกเบี้ย ดัชนีราคาหลักทรัพย์ ข้าว ยางพารา น้ำมัน ทองคำ เป็นต้น

2.        ขนาดของสัญญา  (Contract Size)

กำหนดว่า 1 สัญญาเป็นการซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงเป็นจำนวนเท่าใด เช่น  1 สัญญา เป็นการตกลงซื้อขายยางพารา 1,000 กิโลกรัม

3.        เวลาครบกำหนด  (Maturity)

คือวันที่ผู้ซื้อและผู้ขายต้องปฏิบัติตามสัญญา คือ ชำระราคาและส่งมอบ (หรือล้างสถานะ) แล้วแต่กรณี จึงเรียกวันครบกำหนดตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอนาคตว่า “Settlement Date”

4.        วิธีชำระราคาและส่งมอบ  (Clearing and Settlement)

เมื่อเกิดธุรกรรมการซื้อหรือขายอนุพันธ์นั้นขึ้นมา จะชำระราคาหรือส่งมอบสินทรัพย์กันอย่างไรต้องพิจารณาว่าสินทรัพย์อ้างอิงนั้นเป็นประเภทใด บางกรณีอาจจะมีการส่งมอบสินทรัพย์กันจริง ๆ แต่สินค้าบางอย่างไม่สามารถส่งมอบได้จริง จะใช้วิธีทำการชำระเงินสดจากส่วนต่างของราคา (Cash Settlement) เช่น การซื้อขายดัชนีราคาหลักทรัพย์

 

ภาระผูกพันตามสัญญาฟิวเจอร์ส

1.        ปฏิบัติตามสัญญาฟิวเจอร์สเมื่อถึงเวลาครบกำหนด

ผู้ขายส่งมอบสินค้าอ้างอิงให้กับผู้ซื้อ และรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบางกรณีที่ไม่สามารถส่งมอบสินค้ากันจริง ๆ ได้ จะใช้วิธีชำระราคาเป็นเงินสดตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ในสัญญา

2.        ล้างภาระผูกพันโดยทำรายการตรงกันข้ามกัน

ผู้ลงทุนที่ต้องการรับรู้กำไร/ขาดทุนก่อนถึงเวลาครบกำหนดสามารถล้างภาระผูกพันที่มีอยู่ โดยทำรายการซื้อขายในลักษณะตรงกันข้ามกับรายการที่เคยทำไว้เรียกว่า “Offset Transaction”  โดยผู้ค้าจะสร้างฐานะที่ตรงกันข้ามกับฐานะที่ตนเป็นอยู่ก่อนวันครบสัญญาดังกล่าว และให้ฐานะที่ตรงกันข้ามนี้ มีวันครบกำหนดสัญญาที่ตรงกัน นั้นคือ ผู้ค้าที่อยู่ในฐานะ Long จะขายสัญญา Futures ที่ตนครอบครองอยู่ในจำนวนเท่ากับที่ถือไว้ ส่วนผู้ค้าที่อยู่ในฐานะ Short  จะซื้อสัญญา Futures ตามที่ได้สร้างฐานะไว้ตอนเปิดสถานภาพ การทำเช่นนี้จึงเป็นการล้างฐานะเดิมให้หมดไป กลไกที่ช่วยให้การสร้างและการล้างฐานะของผู้ค้าเป็นไปอย่างสะดวกได้แก่ กลไกของสำนักหักบัญชีอนุพันธ์ (Clearing House) ซึ่งเข้ามาเป็นคู่ค้าให้ผู้ซื้อและผู้ขาย

 

3.        ออปชั่น (Options)

เป็นสัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย คือ ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อที่จะซื้อ (หรือขาย) สินค้าอ้างอิงตามจำนวน ราคา และภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญา โดยผู้ซื้อต้องจ่ายเงินค่าสัญญาสิทธิดังกล่าวเรียกว่า “ค่าพรีเมียม” (Premium) ให้กับผู้ขายเพื่อแลกกับการได้สิทธินั้น ผู้ซื้อจะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้แต่ผู้ขายมีภาระต้องปฏิบัติตามสัญญาคือขายสินค้า (หรือซื้อสินค้าจาก) ผู้ซื้อเมื่อผู้ซื้อใช้สิทธิตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา

ออปชั่น แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1.        คลอออปชั่น (Call Options)หมายถึงสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังต่อไปนี้

-          สิทธิจะซื้อ สินค้า อ้างอิงกับผู้ออกออปชั่นตามจำนวนและราคาที่ระบุไว้ภายในระยะเวลาหรือ ณ วันที่ได้กำหนดไว้

-          สิทธิที่จะเรียกให้ผู้ออกออปชั่นชำระเงิน เมื่อราคาของสินค้าอ้างอิงหรือระดับตัวเลขของตัวแปรอ้างอิง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาของระดับตัวเลขที่กำหนดไว้ในสัญญา

ตัวอย่างกรณีผู้ซื้อ Call Options

กำหนดให้นักลงทุนซื้อตราสารสิทธิที่จะซื้อเงินดอลลาร์ (Call Options) โดยเป็นสัญญาที่มีราคาตามสิทธิ (Strike Price) เท่ากับ THB 40 / USD เสียค่าธรรมเนียม (Options Premium) เท่ากับ THB 0.50 / USD สมมตินักลงทุนที่ถือตราสารสิทธินี้วางแผนที่จะใช้สิทธิซื้อเงินดอลลาร์ ณ วันที่ตราสารสิทธิหมดอายุ (Expiration Date) แล้วนำเงินสกุลดอลลาร์ที่ได้รับมานั้นออกขายทันทีที่ราคาอัตราแลกเปลี่ยนทันที (Spot Rate) ดังนั้นสามารถหากำไรหรือขาดทุนต่อหนึ่งหน่วยเงินดอลลาร์ ณ ระดับราคาต่าง ๆ กันได้ดังแผนภาพ

 

กำไรหรือขาดทุนกรณีผู้ซื้อ Call Options

 

2.   พุทออปชั่น (Put Options) หมายถึงสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังต่อไปนี้

-          สิทธิที่จะขายสินค้าอ้างอิงกับผู้ออกออปชั่น ตามจำนวนและราคาที่ระบุไว้ภายในระยะเวลาหรือ ณ วันที่ได้กำหนดไว้

-          สิทธิที่จะเรียกให้ผู้ออกออปชั่นชำระเงิน เมื่อราคาของสินค้าอ้างอิงหรือระดับตัวเลขของตัวแปรอ้างอิง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้ต่ำกว่าราคาหรือระดับตัวเลขที่กำหนดไว้ในสัญญา

 

ตัวอย่างกรณีผู้ซื้อ Put Options

                กำหนดให้นักลงทุนซื้อตราสารสิทธิที่จะขายเงินดอลลาร์ (Put Options) โดยเป็นสัญญาที่มีราคาตามสิทธิ (Strike Price) เท่ากับ  THB 40 / USD  เสียค่าธรรมเนียม  (Options Premium) เท่ากับ THB 0.50 / USD สมมตินักลงทุนที่ถือตราสารสิทธินี้วางแผนที่จะใช้สิทธิขายเงินดอลลาร์ ณ วันที่ตราสารสิทธิหมดอายุ (Expiration Date) แล้วเข้าไปซื้อเงินสกุลดอลลาร์นั้นทันทีที่ราคาอัตราแลกเปลี่ยนทันที (Spot Rate) ดังนั้นสามารถหากำไรหรือขาดทุนต่อหนึ่งหน่วยเงินดอลลาร์ ณ ระดับราคาต่าง ๆ กันได้ดังแผนภาพ

 

กำไรหรือขาดทุนกรณีผู้ซื้อ Put Options

                               

สภาวะของออปชั่น แบ่งได้เป็น 3 กรณี คือ

1.        In – The – Money (ITM)

เป็นสภาวะที่ผู้ถือออปชั่นนั้นอยู่ในสถานะที่ทำเงินได้ ณ เวลานั้นกล่าวคือในกรณี Call Options เมื่อราคาตลาดของสินค้าอ้างอิงสูงกว่าราคาซื้อตามสิทธิ หรือ กรณี Put Option  เมื่อราคาตลาดของสินค้าอ้างอิงต่ำกว่าราคาขายตามสิทธิ

2.        At – The – Money (ATM)

เป็นสภาวะที่ราคาตลาดของสินทรัพย์อ้างอิงเท่ากับราคาซื้อหรือราคาขายตามสิทธิ

3.        Out – of – The – Money (OTM)

เป็นสภาวะที่ผู้ถือออปชั่นอยู่ในสถานะที่สูญเสีย ณ เวลานั้น กล่าวคือ ในกรณี Call Option เมื่อราคาตลาดของสินค้าอ้างอิงต่ำกว่าราคาซื้อตามสิทธิ หรือ กรณี Put Option  เมื่อราคาตลาดของสินค้าอ้างอิงสูงกว่าราคาขายตามสิทธิ

 

สรุปสภาวะของออปชั่น

สภาวะ

Call Option

Put Option

Spot Rate > Strike Price

Spot Rate = Strike Price

Spot Rate < Strike Price

ITM

ATM

OTM

OTM

ATM

ITM

 

4.        สวอป (Swap)

สวอปคือสัญญาระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดระหว่างกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนกระแสเงินสดให้เหมาะสมกับลักษณะของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วสัญญาสวอปจำเป็นต้องมีตัวกลางในการจัดการที่จะทำสัญญาแลกเปลี่ยนแทนคู่สัญญาที่มีความต้องการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสด ทั้งนี้สถาบันการเงินจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางหรือเป็นคู่สัญญาอีกด้านหนึ่งของผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสด เช่น สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap)

 

ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทย

                ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ

1.        ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand : AFET)

เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ. 2542 สินค้าที่สามารถซื้อขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า คือ สินค้าเกษตร (พืช ผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ ประมง ฯลฯ) และสินค้าที่แปรรูปจากสินค้าเกษตรในปัจจุบันตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย เปิดให้มีการซื้อขายสินค้า 3 ชนิด คือ  ยางแผ่นรมควันชั้น 3  ข้าวสาร ขาว 5%  และแป้งมันสำปะหลังชนิดพิเศษ

2.        บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Thailand Futures Exchange : TFEX)

เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 สินค้าที่สามารถซื้อขายในบริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คือ ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินตราระหว่างประเทศ สินค้าโภคภัณฑ์อื่นที่นอกเหนือจากสินค้าเกษตร เช่น ทองคำ น้ำมันดิบ สินค้าที่เปิดซื้อขายเป็นอันดับแรกคือ SET 50 Index Futures มีกำหนดเปิดซื้อขายในวันแรกคือ วันที่ 28 เมษายน 2549

 

บททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง SET Index กับ SET 50 Index

                เมื่อกล่าวถึงหัวข้อนี้ ผู้อ่านหลายท่านคงจะตั้งข้อสงสัยว่า SET Index เกี่ยวข้องอะไรกับตราสารอนุพันธ์ ทำไมถึงจะต้องมาทดสอบด้วย เนื่องจากสินค้าตัวแรกที่บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) เปิดซื้อขายคือ SET 50 Index Futures  โดยมีสินค้าอ้างอิงเป็น SET 50 Index แต่ในความเป็นจริงนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จะคุ้นเคยกับ SET Index มากกว่า ในการวิเคราะห์หรือพยากรณ์แนวโน้มของหุ้นว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือแนวโน้มลดลง ดังนั้นวัตถุประสงค์ในการศึกษาหัวข้อนี้ คือ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง SET Index กับ SET 50 Index และใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์หรือพยากรณ์แนวโน้มของ SET 50 Index Futures

 

กรอบแนวคิด

                กรอบแนวคิดในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง SET Index กับ SET 50 Index คือ

 

 

 

 


               

                SET Index หมายถึง ดัชนีราคาหลักทรัพย์โดยเป็นการเปรียบเทียบมูลค่าตลาดรวม ณ วันปัจจุบัน เปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดรวม ณ วันฐาน เขียนเป็นสูตรได้ดังนี้

 

                                SET Index  = 

                โดยที่       Pit  =  ราคาตลาด ณ วันปัจจุบันของหุ้นสามัญ จดทะเบียนลำดับที่  i

                                Qit  =  จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนลำดับที่  i

                                Pio  =  ราคาตลาดของหุ้นสามัญจดทะเบียนลำดับที่  i ณ วันที่ 30 เมษายน 2518

                                Qio  =  จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนลำดับที่  i ณ วันที่ 30 เมษายน 2518

                                 i      =   ลำดับบริษัททั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์

                SET 50 Index หมายถึง ดัชนีราคาของหลักทรัพย์ 50 บริษัท โดยเป็นการเปรียบเทียบมูลค่าตลาดรวม ณ วันปัจจุบัน เปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดรวม ณ วันฐานของหลักทรัพย์ 50 บริษัท เขียนเป็นสูตรได้ดังนี้

 

                                SET 50 Index  = 

                โดยที่      i      =   ลำดับของหลักทรัพย์ 50 บริษัท ซึ่งตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้กำหนดและจะมีการพิจารณา

                                            ปรับปรุงทุก ๆ 6 เดือน

 

การเก็บรวบรวมข้อมูล

                ในการศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิแบบอนุกรมเวลา (Secondary Time Series Data) ประกอบด้วย SET Index และ SET 50 Index โดยเก็บรวบรวมข้อมูลได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

ขอบเขตการศึกษา

                ในการศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิที่เป็นรายวัน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในครึ่งหลังของปี 2548 คือ ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2548 ถึง วันที่ 30 ธันวาคม 2548 รวมทั้งหมด 125 วันทำการ

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

                ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาทดสอบสมมติฐานทางสถิติโดยการใช้ “ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน” (Pearson Correlation Coefficient) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ SPSS

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

                จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง SET Index และ SET 50 Index ได้ผลการศึกษาตามตารางที่ 2

 

ตารางที่  2  แสดงค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันระหว่าง SET Index และ SET 50 Index

 

Correlations

 

Set 50

Set

Set 50

Pearson Correlation

Sig. (1-tailed)

N

1

.

125

.991**

.000

125

Set

Pearson Correlation

Sig. (1-tailed)

N

.991**

.000

125

1

.

125

**  Correlation is significant at the 0.01 level (1-tailed).

 

การทดสอบสมมติฐาน

                                H0  :  SET Index และ SET 50 Index ไม่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงต่อกัน

                                H1  :  SET Index และ SET 50 Index มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงต่อกัน

                ผลการทดสอบปรากฎว่า ปฏิเสธสมมติฐาน H0 แสดงว่า SET Index และ SET 50 Index มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงต่อกัน ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 โดยมี “ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน” เท่ากับ 0.991 หมายความว่า ตัวแปร SET Index และ SET 50 Index มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันสูงมาก  กล่าวคือ ถ้า SET Index เพิ่มขึ้น  SET 50 Index เพิ่มขึ้นด้วยหรือถ้า SET Index ลดลง  SET 50 Index ลดลงด้วย

 

สรุปผลการศึกษา

                จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง SET Index และ SET 50 Index โดยเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม ถึง 30 ธันวาคม 2548 รวมทั้งหมด 125 วันทำการ และใช้สถิติ “สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน” ในการทดสอบ ผลการทดสอบปรากฏว่าตัวแปร SET Index และ SET 50 Index มีความสัมพันธ์กันในทิศทางเดียวกันสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 

ข้อเสนอแนะจากการศึกษา

                ในโอกาสที่บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะเปิดให้ซื้อขายตราสารอนุพันธ์ ( SET 50 Index Futures) ในวันที่ 28 เมษายน 2548 โดยมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็น  SET 50 Index นั้น ผลการศึกษาในเรื่องนี้สามารถยืนยันได้ว่า นักลงทุนสามารถใช้ SET Index ในการวิเคราะห์แนวโน้มของ  SET 50 Index Futures ได้  โดยมีความสัมพันธ์กันในทิศทางเดียวกันในระดับสูงมาก

 

กิตติกรรมประกาศ